โหย… ก่อนจะโหนเทรนด์ ให้กลับมาทำความรู้จักตัวเองก่อน
โซเชียลเดี๋ยวนี้เหมือนบ่อน้ำพุไฟ—เดี๋ยวก็พุ่ง เดี๋ยวก็เงียบ แบรนด์ที่อยากขึ้นมาร่วมวงต้องถามตัวเองก่อนว่าเราคือใครจริงๆ ไม่ใช่เห็นเทรนด์แล้วกระโจนเข้าใส่เพราะกลัวตกเทรนด์ ถ้าบ้านของคุณเป็นแบรนด์เน้นความพรีเมียม จริงจัง หรือเป็นองค์กรที่ต้องรักษาภาพ ลองคิดดูว่ามุกฮา ๆ จะเข้ากับบุคลิกไหม การรู้ว่าแบรนด์มีสิทธิจะพูดอะไรและสิทธิจะทำอะไร (right to say, right to act) จะช่วยให้ตัดสินใจได้ไวขึ้นโดยไม่ต้องฝืนตัวเองจนดูตลกหรือไม่น่าเชื่อถือ
พูดง่ายๆ คือถ้าเทรนด์นั้นไม่เข้ากับคาแรกเตอร์ของแบรนด์ การรีบไปเล่นอาจกลายเป็นการทำร้ายภาพลักษณ์มากกว่าจะได้ผล เลือกแบบฉลาด ดีกว่าเลือกทุกเทรนด์เหมือนเป็นบัตรส่วนลดที่เอาไปปั๊มทุกเครื่อง
วิธีคุมเกมตอนโหนกระแส: กฎ 3S (เร็ว แต่คิดก่อน)
ความเร็วยังคงสำคัญ แต่ความเร็วต้องมาพร้อมกับความแม่นยำ ถ้าเชื่องช้า กระแสก็ไปแล้ว แต่ถ้าเร็วแบบไม่ไตร่ตรอง อาจพังถล่มทลาย การตัดสินใจต้องไว แต่ต้องคิดผลกระทบล่วงหน้า
อีกเรื่องคืออย่าลืมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย — คุณไม่ได้สื่อสารกับคนเดียวบนโลกนี้ บางครั้งการเล่นกระแสเพื่อเอาใจผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งอาจทำร้ายพาร์ทเนอร์หรือพนักงานให้เสียหาย ดังนั้นมองให้รอบด้านก่อนกดโพสต์
ความละเอียดอ่อนคือสิ่งสุดท้ายที่ต้องเช็กก่อนลงมือ ประเด็นการเมือง ศาสนา หรือเรื่องความเชื่อพื้นถิ่นเป็นดินระเบิดได้ง่าย คิดทั้ง Best Case และ Worst Case ถ้าคนตีความผิดแบรนด์จะรับมือยังไง บางทีการนิ่งแล้วรอจังหวะก็เป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่าการรีบกระโดด
แปลงเสียงบ่นเป็นโมเมนต์ และลงมือทำให้เห็น
ไอเดียเจ๋งๆ มักซ่อนอยู่ในเสียงบ่นของลูกค้า ฟังให้ดีเพราะบางครั้งปัญหาเล็กๆ กลับเป็นช่องทางทำคอนเทนต์และแคมเปญที่คนรัก ตัวอย่างเช่นเมื่อกลุ่มลูกค้ารู้สึกอึดอัดกับความเชื่อบางอย่างที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าซื้ออาหารตามที่อยากกิน การออกแบบแพ็กเกจหรือฟอร์มการสั่งที่ช่วยหลบเลี่ยงปัญหานั้นอย่างขำๆ แต่ตรงจุด สามารถเปลี่ยนยอดขายที่ติดหล่มให้พุ่งขึ้นได้
อีกแบบคือการใช้จุดแข็งของแบรนด์เข้าไปแก้ปัญหาสังคมจริงๆ แทนที่จะแค่โพสต์ให้กำลังใจ การชวนคนบริจาคของที่ยังใช้ได้หรือใช้เครือข่ายโลจิสติกส์ของแบรนด์ไปช่วยฟื้นฟูชุมชน ในสถานการณ์วิกฤต จะสร้างโมเมนต์ร่วมใจที่คนอยากแชร์และยังยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์อย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด การจับกระแสให้เกิดเอนเกจเมนต์คือการผสมผสานระหว่างความเร็ว ความเข้าใจผู้บริโภค และการไม่ละเมิดตัวตนของแบรนด์ การรู้จักเปลี่ยนเสียงลบให้เป็นไอเดียเชิงบวก เปิดพื้นที่ให้ลูกค้าเข้ามาแชร์ความรู้สึก และลงมือทำจริงๆ จะสร้างโมเมนต์ร่วมและความผูกพันที่ยั่งยืน มากกว่าการทำเทรนด์แบบฉาบฉวยที่ไม่เข้าใจตัวเอง